ฝ่ายเทคนิค หจก. เสริมชัยสตีล (SC STEEL) การเลือกเหล็กทำแม่พิมพ์ผิดเกรด ไม่ใช่แค่ทำให้แม่พิมพ์พังเร็ว แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต อายุการใช้งาน และคุณภาพชิ้นงาน บทความนี้สรุปเกรดเหล็กแม่พิมพ์ยอดนิยมในไทย พร้อมหลักการเลือกใช้ตามประเภทงาน เพื่อให้วิศวกร ฝ่ายจัดซื้อ และเจ้าของโรงงานตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เหล็กทำแม่พิมพ์คืออะไร แบ่งกี่ประเภท เหล็กทำแม่พิมพ์ (Mold Steel หรือ Tool Steel) คือเหล็กกล้าผสมที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผลิตแม่พิมพ์ขึ้นรูปวัสดุต่างๆ ทั้งโลหะ พลาสติก ยาง และวัสดุอื่นๆ คุณสมบัติเด่นคือมีความแข็ง ความเหนียว และทนการสึกหรอสูงกว่าเหล็กทั่วไป ในอุตสาหกรรมแบ่งเหล็กแม่พิมพ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามลักษณะการใช้งาน: 3 ประเภทหลักของเหล็กแม่พิมพ์ • Cold Work Tool Steel — แม่พิมพ์งานเย็น เช่น ปั๊มตัด ปั๊มขึ้นรูปโลหะที่อุณหภูมิห้อง (SKD11, D2, DC53) • Hot Work Tool Steel — แม่พิมพ์งานร้อน เช่น ไดคาสติ้ง ตีขึ้นรูปร้อน รีดร้อน (SKD61, H13, H11) • Plastic Mold Steel — แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก (P20, NAK80, S136, 718) เหล็กแม่พิมพ์ยอดนิยม 6 เกรด ที่โรงงานไทยใช้มากที่สุด 1. SKD11 — เหล็กแม่พิมพ์งานเย็น (Cold Work) SKD11 เป็นเหล็กกล้าผสมโครเมียมสูง (12% Cr) คาร์บอนสูง เทียบเท่ากับ AISI D2 และ DIN 1.2379 มีความแข็งหลังชุบสูงถึง 58–62 HRC ทนการสึกหรอเป็นเลิศ เหมาะกับงาน: • แม่พิมพ์ปั๊มตัด-ปั๊มเจาะแผ่นโลหะ (Blanking & Piercing Die) • แม่พิมพ์ดึงขึ้นรูป (Drawing Die) • ใบมีดอุตสาหกรรม กรรไกรตัดเหล็ก • แม่พิมพ์ทำเหรียญ ทำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2. SKD61 — เหล็กแม่พิมพ์งานร้อน (Hot Work) SKD61 หรือที่รู้จักในชื่อ H13 เป็นเหล็ก Cr-Mo-V ที่ออกแบบให้ทนความร้อนและความล้าจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ คงความแข็ง 38–42 HRC แม้ที่ อุณหภูมิ 600°C เหมาะกับ: • แม่พิมพ์ไดคาสติ้งอลูมิเนียม สังกะสี แมกนีเซียม • แม่พิมพ์ตีขึ้นรูปร้อน (Hot Forging Die) • แม่พิมพ์รีดร้อน (Extrusion Die) • ลูกสูบและวาล์วในเครื่องยนต์ดีเซล 3. P20 — เหล็กแม่พิมพ์พลาสติกอเนกประสงค์ P20 (DIN 1.2311 / 1.2738) เป็นเหล็กแม่พิมพ์พลาสติกที่ได้รับ การชุบแข็งล่วงหน้า (Pre-Hardened) ที่ระดับ 28–32 HRC จากโรงงานเลย ทำให้สามารถนำมากัดขึ้นรูปได้เลยโดยไม่ต้องชุบเพิ่ม ขัดเงาได้ดี เหมาะกับ: • แม่พิมพ์ฉีดพลาสติกขนาดใหญ่ • แม่พิมพ์ที่ผลิตได้ไม่เกิน 300,000 ครั้ง • ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า 4. NAK80 — เหล็กแม่พิมพ์พลาสติกระดับพรีเมียม NAK80 เป็นเหล็กแม่พิมพ์พลาสติกของ Daido Steel ผ่านกระบวนการ Vacuum-Arc Remelt (VAR) มีความแข็งสม่ำเสมอตลอดชิ้นงาน 40 HRC โดยไม่ต้องชุบเพิ่ม ขัดเงาได้ระดับกระจกเงา (Mirror Finish No.1) เหมาะกับ: • แม่พิมพ์เลนส์ใส แม่พิมพ์ออปติคัล • แม่พิมพ์ชิ้นงานพลาสติกใสคุณภาพสูง • แม่พิมพ์ความแม่นยำสูง 5. S136 — เหล็กแม่พิมพ์พลาสติกสเตนเลส S136 (เทียบเท่า AISI 420) มีโครเมียม 13% ทำให้ทนการกัดกร่อนได้ดี เหมาะกับการฉีดพลาสติกที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น PVC, POM, PA หรือสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง 6. 718 (1.2738) — เหล็กแม่พิมพ์พลาสติกแม่พิมพ์ใหญ่ 718 คือ P20 ที่ปรับสูตรเพิ่มความแข็ง 33–38 HRC โดยใช้นิกเกิลเพิ่ม เหมาะกับแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความแข็งสม่ำเสมอตลอดชิ้น ตารางเปรียบเทียบเหล็กแม่พิมพ์ทั้ง 6 เกรด เกรด ประเภท ความแข็ง จุดเด่น เหมาะกับ SKD11 Cold Work 58–62 HRC ทนสึกหรอสูงสุด แม่พิมพ์ปั๊มตัด SKD61 Hot Work 48–52 HRC ทนความร้อน 600°C ไดคาสติ้ง-ตีร้อน P20 Plastic Mold 28–32 HRC กัดขึ้นรูปง่าย ราคาประหยัด แม่พิมพ์พลาสติกทั่วไป NAK80 Plastic Mold 40 HRC ขัดเงาระดับกระจก เลนส์ใส-งานละเอียด S136 Plastic Mold 48–52 HRC ทนกัดกร่อน PVC, POM, งานชื้น 718 Plastic Mold 33–38 HRC แข็งสม่ำเสมอตลอดชิ้น แม่พิมพ์ขนาดใหญ่ วิธีเลือกเหล็กแม่พิมพ์ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1: ระบุประเภทงาน ก่อนเลือกเกรด ตอบคำถามเหล่านี้ก่อน: • แม่พิมพ์ทำงานที่อุณหภูมิห้อง หรืออุณหภูมิสูง? • ขึ้นรูปวัสดุอะไร (พลาสติก/โลหะ/ยาง)? • วัสดุที่ขึ้นรูปมีฤทธิ์กัดกร่อนไหม? ขั้นที่ 2: ประเมินปริมาณการผลิต จำนวนช็อต (Shot) ที่แม่พิมพ์ต้องผลิตเป็นตัวชี้วัดสำคัญ: • ต่ำกว่า 100,000 ครั้ง: P20 หรือ S50C ก็เพียงพอ • 100,000–300,000 ครั้ง: P20, 718 • 300,000–500,000 ครั้ง: NAK80, S136H, 718H (เกรดชุบล่วงหน้า) • มากกว่า 500,000 ครั้ง: H13, SKD61, S7 ขั้นที่ 3: พิจารณาคุณภาพผิวที่ต้องการ ถ้าชิ้นงานต้องการผิวเงา ใส หรือเงาเหมือนกระจก เลือก S136 หรือ NAK80 ที่ขัดเงาได้ดีที่สุด สำหรับงานทั่วไป P20 หรือ 718 ก็ให้ผิวที่ยอมรับได้ ขั้นที่ 4: ดูงบประมาณ ???? เคล็ดลับการจัดงบประมาณ ราคาเหล็กแม่พิมพ์เรียงจากถูกไปแพง: S50C/S45C < P20 < 718 < NAK80 < S136 < SKD61 < SKD11 แต่อย่าตัดสินใจจากราคาวัตถุดิบอย่างเดียว ให้คิดต้นทุนรวมต่อช็อต — เหล็กแพงที่อายุการใช้งานนานกว่า มักให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกกว่าในระยะยาว ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกเหล็กแม่พิมพ์ 1. ใช้ SS400 หรือ S45C ทำแม่พิมพ์แทน P20 — แม้ราคาถูกกว่า แต่ความแข็งและการขัดเงาด้อยกว่ามาก แม่พิมพ์พังเร็ว 2. ใช้ SKD11 ทำงานร้อน — SKD11 ไม่ทนความร้อน เกิด Thermal Cracking ทันที ต้องใช้ SKD61 3. เลือกเกรดราคาแพงเกินจำเป็น — งานผลิต 50,000 ชิ้นใช้ P20 ก็พอ ไม่จำเป็นต้อง NAK80 4. ไม่ตรวจ Material Certificate — เหล็กปลอม/เหล็กไม่ได้สเปคทำให้แม่พิมพ์อายุสั้นกว่าที่คำนวณ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: SKD11 กับ D2 ต่างกันไหม? A: ไม่ต่างกัน SKD11 คือมาตรฐาน JIS ของญี่ปุ่น ส่วน D2 คือ AISI ของอเมริกา สูตรเคมีและคุณสมบัติแทบเหมือนกันทุกประการ ใช้แทนกันได้ Q: เหล็กแม่พิมพ์ต้องชุบแข็งทุกตัวไหม? A: ไม่จำเป็น เหล็กกลุ่ม Pre-Hardened เช่น P20, NAK80, 718 ผ่านการชุบมาแล้วจากโรงงาน นำมากัด/กลึงขึ้นรูปได้เลย ไม่ต้องชุบซ้ำ ส่วน SKD11, SKD61 ต้องชุบหลังจากกัดขึ้นรูปเสร็จ Q: เหล็ก S50C ใช้ทำแม่พิมพ์ได้ไหม? A: ได้ ใช้กับแม่พิมพ์ที่ใช้น้อยกว่า 50,000 ครั้ง หรือเป็น Mold Base (โครงแม่พิมพ์) ก็เพียงพอ และมีต้นทุนต่ำกว่า P20 Q: เหล็กแม่พิมพ์ขัดเงาได้ทุกเกรดไหม? A: ขัดเงาได้ทุกเกรด แต่คุณภาพต่างกัน NAK80 และ S136 ขัดได้ใสระดับกระจกเงา ส่วน P20 ขัดได้ผิวเงาทั่วไป SKD11/SKD61 ขัดยากกว่าเพราะมีคาร์ไบด์มาก สรุป: เลือกเหล็กแม่พิมพ์ให้ตรงงาน คุ้มที่สุด การเลือกเหล็กทำแม่พิมพ์ที่ถูกต้องเริ่มจากเข้าใจประเภทงาน ปริมาณการผลิต และคุณภาพที่ต้องการ ไม่ใช่เลือกจากราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว สำหรับงานทั่วไป P20 และ SKD61 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด สำหรับงานปั๊มตัด SKD11 ครองตลาด ส่วนงานคุณภาพสูง NAK80 และ S136 ตอบโจทย์ได้ดี หจก. เสริมชัยสตีล จำหน่ายเหล็กทำแม่พิมพ์ทุกเกรดในตลาด พร้อมบริการตัดตามขนาด มี Material Certificate ครบทุกรายการ ปรึกษาฝ่ายเทคนิคได้ทุกวันทำการ
เหล็กทำแม่พิมพ์ มีกี่เกรด เลือกใช้อย่างไรให้ถูกงาน
เวลาอ่าน: 3 นาที

รูปภาพเพิ่มเติม


กำลังโหลด...
